ประเทศไทย · การเตรียมขายและการเปิดเผยข้อมูล
การเตรียมขายธุรกิจ SME ไทยแบบไม่เปิดเผยตัวตน
คู่มือเจ้าของ SME ไทยเตรียมขายกิจการแบบส่วนตัว: รายการเอกสาร 6 หมวด โปรไฟล์นิรนาม 4 มิติ และการปฏิบัติตาม PDPA สำหรับการเปิดเผยข้อมูลพนักงานและลูกค้าตามขั้นตอน
การขายกิจการแบบส่วนตัวเริ่มต้นด้วยการจัดเตรียมอย่างเป็นระบบ เจ้าของ SME ไทยที่ต้องการรักษาความลับในระหว่างกระบวนการขายต้องสร้างโปรไฟล์นิรนามที่ให้ข้อมูลเพียงพอสำหรับการคัดกรองผู้ซื้อ โดยไม่เปิดเผยตัวตนของกิจการก่อนที่จะมีสัญญาณความสนใจร่วมกัน
การ matching ผ่าน MergerMatch เป็นบริการฟรี MergerMatch Rooms เป็นบริการพื้นที่ข้อมูลเสมือนทางเลือกที่แยกต่างหากสำหรับขั้นตอน due diligence ทั้งสองบริการทำงานอิสระกัน
ตลาด SME ไทยและบริบทการโอนกิจการ
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายงานว่าประเทศไทยมี SME มากกว่า 3.1 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของสถานประกอบการทั้งหมด และมีส่วนสำคัญต่อการจ้างงานประมาณร้อยละ 70 ของแรงงานทั้งหมด
เจ้าของ SME ไทยหลายรายพิจารณาขายกิจการด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น การวางแผนสืบทอดกิจการในครอบครัว การเกษียณอายุ การปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ หรือการรับข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ ในหลายกรณี เจ้าของไม่ต้องการประกาศการขายกิจการต่อสาธารณะเพราะกังวลเรื่องผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และพนักงาน
การ matching แบบส่วนตัวแก้ปัญหานี้โดยส่งโปรไฟล์นิรนามของกิจการไปยังผู้ซื้อที่เข้าเกณฑ์โดยตรงโดยไม่มีการประกาศสาธารณะ MergerMatch ไม่ใช่เว็บไซต์ประกาศขายกิจการสาธารณะ
รายการเอกสารหกหมวดสำหรับ SME ไทย
การจัดเตรียมเอกสารอย่างเป็นระบบช่วยให้กระบวนการ due diligence ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นเมื่อผู้ซื้อสนใจ หกหมวดต่อไปนี้ครอบคลุมสิ่งที่ผู้ซื้อ SME ไทยมักต้องการตรวจสอบ
| หมวดหมู่ | เอกสารหลัก | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เอกสารบริษัท/กฎหมาย | หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ข้อบังคับบริษัท รายงานการประชุมกรรมการ | อัปเดตจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) |
| เอกสารการเงิน | งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ 3 ถึง 5 ปี งบบริหาร และประมาณการ | ไม่ควรมีข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน |
| เอกสารภาษี | แบบ ภ.ง.ด.50 แบบ ภ.พ.30 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และหนังสือรับรองชำระภาษี | ตรวจสอบความครบถ้วนสามปีล่าสุด |
| สัญญาสำคัญ | สัญญาลูกค้ารายใหญ่ สัญญาซัพพลายเออร์ สัญญาเช่าสถานที่และอุปกรณ์ | ตรวจสอบเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงการควบคุม |
| ทรัพยากรบุคคล | จำนวนพนักงานรวม โครงสร้างค่าตอบแทนรวม บันทึกประกันสังคม (สปส.) | ไม่รวมข้อมูลส่วนบุคคลรายบุคคล |
| ทรัพย์สินทางปัญญา/ใบอนุญาต | เครื่องหมายการค้าจดทะเบียน สิทธิบัตร ใบอนุญาตประกอบกิจการ | ตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนปัจจุบัน |
จัดเตรียมเอกสารหมวดบริษัทและการเงินก่อน เพิ่มหมวดสัญญาและทรัพย์สินทางปัญญาหลังจากผู้ซื้อลงนามสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล ข้อมูลพนักงานรายบุคคลและรายชื่อลูกค้าเฉพาะเปิดเผยเฉพาะในขั้นตอน due diligence ขั้นสูงเท่านั้น
การสร้างโปรไฟล์นิรนามสี่มิติ
โปรไฟล์นิรนามบน MergerMatch ระบุเพียงสี่มิติ ซึ่งเพียงพอสำหรับการจับคู่กับผู้ซื้อที่เข้าเกณฑ์โดยไม่เปิดเผยตัวตนของกิจการ
ภาคอุตสาหกรรม. ระบุภาคอุตสาหกรรมเฉพาะ เช่น การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค บริการ B2B เทคโนโลยี โลจิสติกส์ หรือบริการสุขภาพ ยิ่งระบุเฉพาะเจาะจงเท่าใด ผู้ซื้อที่ได้รับโปรไฟล์ก็ยิ่งตรงกับกิจการมากขึ้น
พื้นที่ภูมิศาสตร์. ระบุจังหวัด ภูมิภาค หรือเขตเศรษฐกิจที่กิจการตั้งอยู่ กิจการ SME ไทยมักกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเขตอุตสาหกรรมในชลบุรี ระยอง นครราชสีมา และภาคเหนือ
ช่วงขนาดธุรกรรม. ระบุช่วงมูลค่ากิจการหรือรายได้โดยประมาณ ข้อมูลนี้ช่วยกรองผู้ซื้อที่มีขีดจำกัดการลงทุนไม่เหมาะสม โดยไม่เปิดเผยตัวเลขที่แน่นอน
โครงสร้างการถือครอง. ระบุชัดเจนว่าผู้ขายต้องการขายทั้งหมด การควบคุมส่วนใหญ่ หรือหุ้นส่วนน้อย ความต้องการนี้แตกต่างกันตามประเภทผู้ซื้อ นักลงทุนทางการเงินมักต้องการการควบคุมส่วนใหญ่ ในขณะที่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์อาจสนใจการร่วมทุน
การปฏิบัติตาม PDPA สำหรับข้อมูลพนักงานและลูกค้า
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บังคับใช้เต็มรูปแบบในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 บริหารจัดการโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และครอบคลุมการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในบริบทเชิงพาณิชย์
ในกระบวนการขายกิจการ มีข้อมูลสามประเภทที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ข้อมูลพนักงาน. รายชื่อพนักงาน สัญญาจ้างงาน ข้อมูลเงินเดือน และบันทึกประสิทธิภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องได้รับการปกป้อง ในกระบวนการ matching เบื้องต้น ควรระบุเพียงจำนวนพนักงานรวม โครงสร้างทีมงาน และช่วงค่าตอบแทนโดยรวม ข้อมูลรายบุคคลเปิดเผยเฉพาะเมื่อผู้ซื้อมีความต้องการที่ชัดเจนและมีการควบคุมการเข้าถึงที่เหมาะสมในขั้นตอน due diligence ขั้นสูง
ข้อมูลลูกค้า. รายชื่อลูกค้า ข้อมูลการติดต่อ และประวัติการทำธุรกรรมเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องมีฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนก่อนการเปิดเผยในกระบวนการ M&A ใช้สถิติรายได้ตามกลุ่มลูกค้าแทนรายชื่อลูกค้าเฉพาะในขั้นตอนแรก
ข้อมูลในสัญญาพาณิชย์. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ติดต่อในสัญญาเชิงพาณิชย์ต้องได้รับการดูแลตามหลักการเดียวกัน พิจารณาลบหรือปิดบังข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นก่อนเปิดเผยสัญญาในขั้นตอนสำรวจเบื้องต้น
แบบจำลองการเปิดเผยข้อมูลห้าขั้นตอน
| ขั้นตอน | สิ่งที่เปิดเผย | สิ่งที่ยังไม่เปิดเผย |
|---|---|---|
| 1. Matching นิรนาม | อุตสาหกรรม ภูมิภาค ช่วงขนาด และโครงสร้างธุรกรรม | ชื่อกิจการ ที่ตั้ง ลูกค้า และข้อมูลระบุตัวตน |
| 2. แลกเปลี่ยนโปรไฟล์ | โปรไฟล์มืออาชีพของผู้ซื้อและนายหน้า | เอกสาร due diligence และข้อมูลทางการเงิน |
| 3. เปิดเผยตัวตนภายใต้ NDA | ชื่อกิจการและข้อมูลเบื้องต้น | ข้อมูลการเงินและ HR รายละเอียด |
| 4. Due diligence เบื้องต้น | งบการเงิน เอกสาร DBD สัญญาหลัก และสถิติ HR รวม | ข้อมูลพนักงานรายบุคคลและรายชื่อลูกค้าโดยละเอียด |
| 5. Due diligence ขั้นยืนยัน | เอกสารทั้งหมดพร้อมการควบคุมการเข้าถึงที่เหมาะสม | ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้ซื้อ |
การจัดการพื้นที่ข้อมูลสำหรับผู้ซื้อหลายราย
เมื่อมีผู้ซื้อที่สนใจหลายราย เจ้าของกิจการหรือนายหน้าสามารถสร้างกลุ่มการเข้าถึงแยกกันใน MergerMatch Rooms สำหรับผู้ซื้อแต่ละราย แต่ละกลุ่มมีสิทธิ์เข้าถึงเฉพาะเอกสารที่ได้รับอนุญาตในขั้นตอนปัจจุบัน ผู้ขายสามารถเพิ่มหรือเพิกถอนสิทธิ์ได้ตลอดเวลา
ระบบ audit log บันทึกว่าผู้ซื้อรายใดเปิดดูเอกสารใดและเมื่อใด ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้ขายและนายหน้าติดตามความก้าวหน้า due diligence ของแต่ละรายและตัดสินใจได้ว่าควรดำเนินการต่อกับผู้ซื้อรายใด
นายหน้าที่ดูแลหลายกิจการลูกค้าพร้อมกันสามารถใช้พื้นที่ข้อมูลแยกกันสำหรับแต่ละลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าเอกสารของลูกค้าหนึ่งจะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้ซื้อของลูกค้าอื่น
MergerMatch ไม่ใช่ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ภาษี บัญชี การประเมินมูลค่า หรือการเงิน เจ้าของกิจการและนายหน้าควรใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอน
การประเมินผู้ซื้อที่แสดงความสนใจหลัง matching
เมื่อผู้ซื้อส่งสัญญาณความสนใจผ่านระบบ MergerMatch โปรไฟล์มืออาชีพของทั้งสองฝ่ายจะถูกแบ่งปันโดยอัตโนมัติ เจ้าของกิจการหรือนายหน้าควรประเมินโปรไฟล์ผู้ซื้อก่อนตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม ตารางต่อไปนี้ช่วยให้การประเมินเป็นระบบ
| ด้านที่ประเมิน | สิ่งที่ควรพิจารณา | ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| ความสอดคล้องของ mandate | ผู้ซื้อระบุภาคอุตสาหกรรม ภูมิภาค และขนาดธุรกรรมที่ตรงกับโปรไฟล์หรือไม่ | ยอมรับความสนใจทั่วไปที่ไม่ตรงกับเกณฑ์สี่ด้านที่ระบุไว้ |
| ประเภทและบทบาทของผู้ซื้อ | ผู้ซื้อเป็นนักลงทุนทางการเงิน ผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ หรือผู้บริหารที่ต้องการดำเนินกิจการต่อ แต่ละประเภทมีกรอบเวลา ความคาดหวังด้านการเปลี่ยนผ่าน และโครงสร้างที่แตกต่างกัน | ไม่ชี้แจงว่าใครจะเข้ามาบริหารกิจการหลังการซื้อขาย |
| ความพร้อมทางการเงิน | ผู้ซื้อระบุแหล่งทุนหลักว่าเป็นทุนส่วนตัว สินเชื่อธุรกิจ หรือนักลงทุนร่วมหรือไม่ ความสนใจที่ไม่มีการระบุแหล่งทุนอาจทำให้กระบวนการยืดเยื้อ | รีบดำเนินการต่อโดยไม่ตรวจสอบว่าผู้ซื้อมีความสามารถทางการเงินเพียงพอ |
| แผนการเปลี่ยนผ่านกิจการ | ผู้ซื้อต้องการให้เจ้าของอยู่ช่วยเปลี่ยนผ่านหรือไม่ และนานแค่ไหน ข้อมูลนี้สำคัญเป็นพิเศษสำหรับกิจการที่เจ้าของมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ลูกค้า | ไม่ถามเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านจนกระทั่งถึงขั้นตอน due diligence |
| กรอบเวลาการตัดสินใจ | ผู้ซื้อมีกระบวนการอนุมัติภายในและระยะเวลาที่ชัดเจนหรือไม่ ผู้ซื้อสถาบันอาจต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ ซึ่งใช้เวลาต่างจากการตัดสินใจของผู้ซื้อรายบุคคล | สมมติว่าการแสดงความสนใจหมายถึงการอนุมัติและพร้อมดำเนินการทันที |
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รายงานว่าเจ้าของ SME ไทยที่ขายกิจการให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของการจ้างงานพนักงาน และความสัมพันธ์กับลูกค้าและซัพพลายเออร์ เจ้าของที่ให้ความสำคัญกับด้านนี้ควรถามผู้ซื้อว่ามีแผนรับมือกับความต่อเนื่องเหล่านี้อย่างไรก่อนตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลการเงินโดยละเอียด
การส่งสัญญาณความสนใจของผู้ซื้อผ่าน MergerMatch บ่งบอกถึงความเข้ากันได้กับเกณฑ์สี่ด้านเท่านั้น ไม่ใช่การรับประกันคุณสมบัติทางการเงิน ความตั้งใจ หรือความสามารถในการดำเนินธุรกรรมให้เสร็จสมบูรณ์ เจ้าของกิจการและนายหน้ามีหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมของผู้ซื้อก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
การนำเสนอผลการดำเนินงานทางการเงินสำหรับผู้ซื้อ
ผู้ซื้อที่สนใจ SME ไทยมักประเมินความสามารถในการสร้างรายได้จากงบการเงิน แต่งบที่จัดทำสำหรับกรมสรรพากรอาจไม่แสดงภาพที่ชัดเจนสำหรับการประเมินมูลค่าเชิงพาณิชย์ การปรับปรุงห้าประเด็นต่อไปนี้ช่วยให้การนำเสนองบการเงินมีความน่าเชื่อถือและลดความเข้าใจผิดระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ
| ประเด็น | สิ่งที่ควรปรับปรุง | ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| ค่าตอบแทนเจ้าของและครอบครัว | ระบุค่าตอบแทนที่เจ้าของและสมาชิกครอบครัวได้รับอย่างชัดเจน และคำนวณผลต่างจากอัตราตลาดเป็นการปรับ EBITDA | กิจการครอบครัวหลายรายจ่ายค่าตอบแทนต่ำกว่าหรือสูงกว่าอัตราตลาด ผู้ซื้อจะใช้ประมาณการของตนเองหากไม่มีการปรับปรุงที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งเรื่องมูลค่าตั้งแต่ต้น |
| รายได้และค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่การดำเนินงาน | แยกรายได้จากการลงทุน รายได้จากการเช่า และกำไรจากการขายสินทรัพย์ออกจากรายได้หลักของกิจการ | SME ไทยหลายรายมีรายได้จากดอกเบี้ย การเช่าทรัพย์สิน หรือการขายสินทรัพย์รวมอยู่ในงบรวม ผู้ซื้อไม่สามารถแยกประสิทธิภาพการดำเนินงานหลักออกมาได้หากไม่มีการจำแนก |
| การรับรู้รายได้ตามเกณฑ์เงินสดและเกณฑ์คงค้าง | จัดทำการกระทบยอดระหว่างรายได้ที่บันทึกตามเกณฑ์สรรพากรกับรายได้ตามเกณฑ์คงค้างของฝ่ายบริหาร | กิจการที่ใช้เกณฑ์เงินสดสำหรับการยื่นภาษีแต่บริหารตามเกณฑ์คงค้างอาจมีตัวเลขต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ซื้อที่ไม่เข้าใจความแตกต่างนี้อาจตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของงบ |
| สถานะ BOI และรายได้ที่ได้รับการส่งเสริม | หากกิจการมีสิทธิประโยชน์จาก BOI ระบุรายได้ที่ได้รับการส่งเสริมและที่ไม่ได้รับการส่งเสริมแยกกัน พร้อมวันหมดอายุสิทธิประโยชน์ | ผู้ซื้อที่ไม่ทราบสถานะ BOI อาจประเมินภาระภาษีในอนาคตผิดพลาด หรือพบว่าสิทธิประโยชน์ที่คิดว่าจะได้รับหมดอายุก่อนที่จะได้ใช้ |
| แนวโน้มการเงินสามถึงห้าปี | จัดเตรียมงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบสามถึงห้าปี แม้ว่ากรมสรรพากรจะกำหนดให้เก็บรักษาไม่น้อยกว่าห้าปีก็ตาม | ผู้ซื้อที่ได้รับเพียงสองปีไม่สามารถประเมินแนวโน้มการเติบโตหรือความสม่ำเสมอของรายได้ได้ ส่งผลให้มีการปรับลดราคาจากความไม่แน่นอน |
สถาบันผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย (สบช.) กำหนดให้บริษัทจำกัดจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) การปรับปรุงงบเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ควรดำเนินการโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ไม่ใช่ขั้นตอนที่ MergerMatch จัดหาให้
คำถามที่พบบ่อย
เจ้าของธุรกิจ SME ไทยต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับการขายกิจการ?
โดยทั่วไปประกอบด้วยหนังสือรับรองบริษัทและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจาก DBD งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบสามถึงห้าปี เอกสารภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) จากกรมสรรพากร สัญญาลูกค้ารายใหญ่และซัพพลายเออร์ จำนวนพนักงานและโครงสร้างค่าตอบแทนรวม และใบอนุญาตประกอบกิจการ ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานและลูกค้าเปิดเผยเฉพาะในขั้นตอน due diligence ขั้นสูงภายใต้การปฏิบัติตาม PDPA เท่านั้น
จะรักษาความลับของกิจการได้อย่างไรในระหว่างกระบวนการขาย?
MergerMatch ส่งโปรไฟล์นิรนามของกิจการไปยังผู้ซื้อและนายหน้าที่เข้าเกณฑ์โดยตรงโดยไม่มีการลงประกาศสาธารณะ โปรไฟล์ระบุเพียงสี่มิติ: ภาคอุตสาหกรรม พื้นที่ภูมิศาสตร์ ช่วงขนาดธุรกรรม และโครงสร้างการถือครอง ชื่อกิจการ ที่ตั้ง รายชื่อลูกค้า และข้อมูลระบุตัวตนจะถูกเปิดเผยเฉพาะเมื่อมีการส่งสัญญาณความสนใจร่วมกันระหว่างสองฝ่ายเท่านั้น
PDPA ส่งผลต่อการเปิดเผยข้อมูลพนักงานให้กับผู้ซื้ออย่างไร?
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 โดยกำหนดให้การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและฐานทางกฎหมายที่เหมาะสม ในกระบวนการ M&A หมายความว่าข้อมูลพนักงานรายบุคคล เช่น รายชื่อ สัญญาจ้าง และอัตราเงินเดือน จะถูกเปิดเผยเฉพาะหลังจากผู้ซื้อลงนามสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูลและในขั้นตอน due diligence ขั้นสูงเท่านั้น
เจ้าของ SME ไทยควรตรวจสอบอะไรบ้างเมื่อผู้ซื้อแสดงความสนใจผ่านระบบ matching?
ตรวจสอบห้าด้าน: ความสอดคล้องของ mandate กับภาคอุตสาหกรรม ภูมิภาค และขนาดธุรกรรมที่ระบุไว้ ประเภทของผู้ซื้อว่าจะบริหารกิจการต่อเองหรือมอบหมายทีมงาน แหล่งทุนที่ระบุไว้ว่าชัดเจนหรือยังอยู่ในขั้นเตรียมการ แผนการเปลี่ยนผ่านกิจการและระยะเวลาที่ต้องการให้เจ้าของอยู่ช่วย และกรอบเวลาการตัดสินใจว่าต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการหรือตัดสินใจได้เองทันที ความสนใจที่ไม่ระบุแหล่งทุนหรือบทบาทการบริหารหลังการซื้อขายอาจทำให้กระบวนการยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น
เจ้าของ SME ไทยควรปรับปรุงงบการเงินอย่างไรเพื่อนำเสนอต่อผู้ซื้อ?
ปรับปรุงห้าด้านหลัก: ระบุค่าตอบแทนเจ้าของและครอบครัวและผลต่างจากอัตราตลาด, แยกรายได้ที่ไม่ใช่การดำเนินงานออกจากรายได้หลัก, กระทบยอดระหว่างรายได้ตามเกณฑ์สรรพากรและเกณฑ์คงค้างหากใช้วิธีต่างกัน, ระบุสถานะ BOI และวันหมดอายุสิทธิประโยชน์, และจัดเตรียมงบการเงินสามถึงห้าปีสำหรับการประเมินแนวโน้ม การปรับปรุงเหล่านี้ควรดำเนินการโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ไม่ใช่ขั้นตอนที่ MergerMatch จัดหาให้
สถานะ BOI ส่งผลต่อกระบวนการขายกิจการ SME ไทยอย่างไร?
กิจการที่มีสิทธิประโยชน์ BOI มีโครงสร้างภาษีที่ต่างจากกิจการทั่วไป รายได้ที่ได้รับการส่งเสริมอาจได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ซื้อต้องทราบว่าสิทธิประโยชน์เหล่านี้จะโอนไปกับกิจการหรือไม่ ระยะเวลาที่เหลืออยู่ และเงื่อนไขที่อาจทำให้สิทธิประโยชน์สิ้นสุด ผู้ขายควรเตรียมหนังสือรับรองการส่งเสริมการลงทุนและรายงานการดำเนินงานตามเงื่อนไข BOI เป็นส่วนหนึ่งของชุดเอกสาร